รู้จักโรคติดเชื้อ RSV อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก

รู้จักโรคติดเชื้อ RSV อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก

[ux_text font_size=”1″]

ในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย เป็นช่วงที่เด็กเล็กมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย หนึ่งในนั้นคือ Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ที่สำคัญคือเชื้อไวรัสนี้ระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเป็นหลัก และมักพบการระบาดทุกปีทั่วโลก
[/ux_text]
[row]

[col span__sm=”12″ align=”center”]

[title style=”bold-center” text=”เชื้อ RSV คืออะไร?” tag_name=”h2″]

[ux_image id=”6344″ image_size=”original” width__sm=”100″]

[ux_text font_size=”1″ text_align=”left”]

เชื้อ RSV เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้มชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสองสายพันธุ์หลักคือ RSV-A และ RSV-B เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง นอกจากนี้ RSV ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด หลอดลมอักเสบ และ ปอดอักเสบ ในเด็ก
[/ux_text]

[/col]

[/row]
[title style=”bold-center” text=”ระยะฟักตัวและอาการเบื้องต้น” tag_name=”h2″]

[row]

[col span__sm=”12″ align=”center”]

[ux_image id=”6345″ image_size=”original”]

[/col]

[/row]
[ux_text font_size=”1″]

หลังจากได้รับเชื้อ RSV เด็กๆ จะเริ่มแสดงอาการภายในเวลา 2-8 วัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ และจาม ซึ่งในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่แข็งแรง อาการมักไม่รุนแรงและหายเองได้ แต่ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี การติดเชื้อครั้งแรกอาจทำให้อาการลุกลามไปยังหลอดลมและปอดได้
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”ความรุนแรงของโรคในเด็กเล็ก” tag_name=”h2″]

[row]

[col span__sm=”12″ align=”center”]

[ux_image id=”6348″ image_size=”original”]

[/col]

[/row]
[ux_text font_size=”1″]

เชื้อ RSV สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก เช่น อาการ หอบเหนื่อย ไอแรง หรือหายใจมีเสียงหวีดหวิว อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง หากมีอาการดังกล่าว ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น หูอักเสบ หรือ ปอดอักเสบ จากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”การรักษาและการดูแลที่บ้าน” tag_name=”h2″]

[row]

[col span__sm=”12″ align=”center”]

[ux_image id=”6349″ image_size=”original”]

[/col]

[/row]
[ux_text font_size=”1″]

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับเชื้อ RSV การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ หรือในกรณีที่เด็กมีอาการหลอดลมอักเสบรุนแรง อาจต้องใช้การพ่นยาขยายหลอดลม การพ่นละอองฝอยเพื่อช่วยขยายระบบหายใจ และการดูดเสมหะ

เด็กที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลรักษาตามอาการที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากการนอนโรงพยาบาลอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้ออื่นจากโรงพยาบาล รวมถึงการแพร่กระจายเชื้อให้กับเด็กคนอื่นในโรงพยาบาล
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”อาการที่ควรพาเด็กเข้ารักษาที่โรงพยาบาล” size=”120″]

[ux_text font_size=”1″]

หากเด็กมีอาการ ไข้สูง ไม่กินอาหาร ไม่เล่น หรือมีอาการ หายใจเร็วผิดปกติ หายใจมีเสียงหวีด หรือ ง่วงซึม ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินการรักษา
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”วิธีการแพร่เชื้อและการป้องกัน” size=”120″]

[ux_text font_size=”1″]

RSV สามารถแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือมือ เชื้อไวรัสนี้สามารถอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมได้หลายชั่วโมง และบนมือของคนได้นานประมาณ 30 นาที ดังนั้นการล้างมือบ่อยๆ เป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อ

แม้ว่าเชื้อ RSV จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้หลายครั้ง เนื่องจากมีหลายสายพันธุ์และการติดเชื้อครั้งก่อนอาจไม่สร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาด หมั่นล้างมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย รวมถึงการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมและของเล่นเด็กอย่างสม่ำเสมอ
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ปกครอง” size=”120″]

[ux_text font_size=”1″]

นอกจากการรักษาสุขอนามัยที่ดี ควรดูแลให้เด็กได้รับอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในบ้าน เนื่องจากควันบุหรี่สามารถทำให้เด็กมีโอกาสเกิดการติดเชื้อ RSV ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค RSV ดังนั้นการดูแลป้องกันเบื้องต้นสามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อและปกป้องสุขภาพของลูกน้อยจากการเจ็บป่วยที่อาจส่งผลกระทบยาวนานได้
[/ux_text]

Scroll to Top